fbpx
Close

ภูเก็ตนั้นเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมานานนับร้อยปี เราลองมาอ่านเรื่องราวของหนึ่งในหลักฐานของความเจริญที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีในปัจจุบันอย่างอาคารสวยในเมืองเก่าที่พวกเราชอบไปถ่ายรูปเก๋ ๆ กัน จากสารคดี “ภูเก็ต เมืองเก่าวันฟ้าใหม่” ที่คุณสุรจิต จามรมานเคยเขียนไว้ในอนุสาร อ.ส.ท. กัน


สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นประจักษ์พยานให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าวก็คือ สถาปัตยกรรมอันมีรูปแบบโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ที่เรียกว่า “ชิโน-โปรตุกีส” ซึ่งเป็นรูปแบบอารยธรรมผสมผสานระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกที่เริ่มต้นขึ้นที่เมืองมะละกา เมืองท่าของชาวโปรตุเกสก่อนเป็นแห่งแรก ในราวปี พ.ศ. 2054 โดยชาวโปรตุกีสได้นำเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยเข้ามาเผยแพร่ มีการสร้างอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ในหมู่คนมีอันจะกินตามแบบตะวันตก แต่อาศัยแรงงานช่างชาวจีนเป็นคนสร้าง จึงมีการผสมผสานเอารูปแบบลวดลายของตะวันออกผสมเข้าไปอย่างลงตัว จนกลายเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว


บ้านเรือนต่าง ๆ นี้มีทั้งที่เป็นคฤหาสน์ที่เรียกตามภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า “อั่งม้อหลาว” และที่เป็นตึกแถวซึ่งเรียกว่า “เตี้ยมฉู่” โดยจะใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบของโปรตุเกสที่มักมีซุ้มโค้งด้านล่างของตัวตึกเป็นเอกลักษณ์ ตามหัวเสาต่าง ๆ จะเป็นเสาแบบกรีกและโรมันที่มีลวดลายสวยงาม หน้าต่างมักทำเป็นซุ้มรูปโค้ง มีบานเกล็ดไม้ ประดับกระจกสีไว้ด้านบน เพื่อให้แสงสว่างลอดเข้ามาได้ ส่วนภายในจะเป็นห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ส่วนห้องนอนอาจมีได้ทั้งชั้นล่างและชั้นบน แต่ที่สำคัญ ที่กลางบ้านมักจะต้องมีบ่อน้ำและช่องเปิดให้ลมพัดระบายอากาศได้ ทำให้ไม่ร้อน เรียกว่า “ฉิ่มแจ้”


สำหรับตึกแถวจะปลูกสร้างเรียงรายติดต่อกันและมักเป็นสองชั้น ด้านล่างใช้ค้าขาย ส่วนด้านบนใช้สำหรับอยู่อาศัย อาคารเหล่านี้จะมีหน้ากว้างที่ค่อนข้างแคบ ส่วนใหญ่จะกว้างแค่ 5 เมตร แต่ความลึกอาจถึง 60 เมตรก็เป็นได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีกฎหมายเกี่ยวกับการเก็บภาษีมาตั้งแต่สมัยก่อนของชาวโปรตุเกส ให้เก็บภาษีตามขนาดหน้ากว้างของตัวอาคาร แต่ไม่ได้กล่าวถึงความลึก บ้านตึกแถวแทบทั้งหมดจึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมตามแบบดังกล่าว ลักษณะโดยทั่วไปจะแบ่งการใช้งานออกเป็น 5 ส่วนด้วยกัน จากด้านหน้าลึกเข้าไปเป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ห้องรับแขก ห้องพักผ่อน ห้องอาหาร ห้องนอน และห้องครัวตามลำดับ ตรงกลางบ้านมักมีบ่อน้ำและช่องระบายอากาศ ทำให้อาคารเหล่านี้ไม่ร้อนอบอ้าวทั้งที่มีความลึกมาก บางทีลึกจากถนนหนึ่งไปจรดอีกถนนหนึ่งก็ยังมี


ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ มักมีการทำช่องหน้าต่างเป็นรูปซุ้มโค้ง 3 ช่องต่อคูหา มีบานเกล็ดไม้และกระจกสีประดับ ตามหัวซุ้มมักมีลวดลายต่าง ๆ ที่ผสมผสานรูปแบบลวดลายของจีน เช่น รูปดอกโบตั๋น มังกร สิงโต ผสมเข้าไปอย่างกลมกลืนกับหัวเสาที่เป็นแบบกรีกและโรมัน จนทำให้เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอาคารแบบนี้ ที่สำคัญระหว่างห้องแถวต่อห้องแถวจะมีการทำซุ้มโค้งเป็นทางเดินลอดได้ ไม่เปียกฝน เรียกว่า “หง่อคาขี่” หรืออาร์เคด อันมีความหมายว่า “ทางเดิน 5 ฟุต” นั่นเอง


สถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสเริ่มแพร่ขยายจากมะละกาเข้ามาสู่ปีนัง และแพร่ขยายต่อมาถึงเกาะภูเก็ตราวปี พ.ศ.2446 ในสมัยรัชกาลที่ 5 คฤหาสน์หลังแรกที่ถูกสร้างขึ้นคือบ้านชินประชา ของพระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง) นายเหมืองต้นตระกูลตันฑวณิช ที่ถนนกระบี่ เพื่อเป็นเรือนหอ โดยนำนายช่างชาวจีนจากปีนังมาทำการสร้าง ใช้วัสดุต่าง ๆ ที่สั่งเข้าจากเมืองนอกมาจากปีนัง เช่น รั้วบ้านฮอลแลนด์ กระเบื้องปูพื้นอิตาลี ส่วนเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นของมรดกตกทอดมาจากเมืองจีน แต่เนื่องจากความสะดวกในการทำธุรกิจส่วนใหญ่ ท่านจึงได้มาอยู่ที่ “บ้านหลาด” ในเมือง ซึ่งคืออาคารไชน่าอินน์ ถนนถลางในปัจจุบัน โดยยกบ้านหลังนั้นให้ลูกชายคนโต คือขุนชิน ซึ่งต่อมามีทายาทรับมรดกสืบทอด คือคุณประชา ตันฑวณิช ซึ่งได้ตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่าบ้านชินประชา เป็นการให้เกียรติและรำลึกถึงคุณพ่อ ปัจจุบันบ้านหลังนี้อยู่ในความดูแลของคุณจรูญรัตน์ ตันฑวณิช และเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิต มีเรื่องราวครั้งอดีตอยู่อย่างครบถ้วน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้
เนื่องจากความเป็นตระกูลใหญ่แต่ครั้งโบราณ มีลูกหลานมาก หลังจากยกบ้านชินประชาให้ลูกชายคนโต อีกราว 20 ปีต่อมาพระพิทักษ์ฯ จึงได้สร้างคฤหาสน์อีกหลังหนึ่งขึ้นมาเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ อยู่ในพื้นที่ติดกันกับบ้านชินประชา เพื่ออยู่รวมกันกับลูกหลานตามแบบตระกูลใหญ่ที่มีความรักใคร่กลมเกลียวและนับถือกันตามศักดิ์หรือตามรุ่นแบบคนจีน คฤหาสน์หลังนี้ปัจจุบันคือภัตตาคารบลูเอเลฟเฟน และเป็นกรรมสิทธิ์ตกทอดในหมู่ทายาทสืบมา นับเป็นอาคารชิโน-โปรตุกีสที่สวยงามที่สุดในจังหวัดภูเก็ต และเป็นอนุสรณ์ความภาคภูมิใจแด่คนรุ่นหลังสืบไป


คฤหาสน์บ้านชินประชานี้เองที่เป็นต้นกำเนิดอันน่าภาคภูมิใจของการปลูกสร้างบ้านเรือนแบบชิโน-โปรตุกีส ที่ต่อมาแพร่ขยายทั่วไปในเมืองภูเก็ต ทั้งที่เป็นคฤหาสน์หรือบ้านหลัง “อั่งม้อหลาว” และห้องแถว “เตี้ยมฉู่” ของตระกูลดังต่าง ๆ เช่น ตระกูล ณ ระนอง หงษ์หยก โกยสมบูรณ์ บุญสูง วานิช เอกวานิช งานทวี ทองตัน ถาวรว่องวงศ์ ตันติวิท อุปัติศฤงค์ อุดมทรัพย์ และเชื้อชูวงศ์ เป็นต้น ปัจจุบันสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสในย่านเมืองเก่าภูเก็ตนี้จะตั้งเรียงรายอยู่แถบถนนถลาง ถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนพังงา ถนนเยาวราช ถนนรัษฎา ถนนระนอง และถนนภูเก็ต


การเดินทางเที่ยวชมอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำได้โดยง่าย ทั้งการเดินเที่ยวชมเมืองแบบไม่เร่งรีบ การขี่จักรยาน หรือแม้แต่การขับรถเที่ยวชม และสามารถเที่ยวชมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งมีความสวยงามไปคนละแบบ ระหว่างการเดินทางเที่ยวชมคุณยังอาจแวะชิม กิน เที่ยว ไปในตัวพร้อมกันเลยก็ยังได้ ทั้งนี้เนื่องจากวิถีคนภูเก็ตเป็นวิถีผสมผสานระหว่างคนไทย คนจีน และคนมุสลิม รวมทั้งฮินดูและคนซิกข์ รูปแบบวัฒนธรรมจึงแสดงออกมาทั้งด้านที่อยู่อาศัยดังกล่าวมาแล้ว รวมทั้งเรื่องอาหารการกินและการแต่งกาย ตลอดจนวัฒนธรรม ความเชื่อ เทศกาล งานประเพณีต่าง ๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเวลาให้เหมาะสมกับการเดินทางในแต่ละคราวได้ด้วยตัวเองตามความต้องการ

SHARE

รู้ลึกเรื่องท่องเที่ยวก่อนใคร

สมัครเพื่อรับรู้ข่าวสารทาง Email

บทความล่าสุด

Highlight ประจำเดือน

Shuffle
ที่พักเกาะกลาง ที่เกาะกลางใจชุมชน
ที่พักเกาะกลาง ที่เกาะกลางใจชุมชน
ที่พักเชิงวิถีบนเกาะกลาง จังหวัดกระบี่ ติดกับโรงเรียนบ้านเกาะกลาง เจ้าของบ้าน มัต-ปรมัตถ์ ช่วยการ สถาปนิกหนุ่ม ออกแบบ…
BCG TOURISM
BCG TOURISM
#BCGTourism เมื่อเรื่องท่องเที่ยวเริ่มขยับตัวกันแล้วแบบ New Normal เทรนด์การท่องเที่ยวที่ต้องอยู่ร่วมกับโควิดได้เปลี่…
ร่ายมนต์ดงผีเสื้อที่ปางสีดา
ร่ายมนต์ดงผีเสื้อที่ปางสีดา
หลายครั้งหลายหนแล้วที่เราพลาดโอกาสกับการท่องเที่ยวครั้งสำคัญ ๆ ต้องอยู่บ้าน ออกไปไหนไม่สะดวกนัก แต่ด้วยจิตวิญญาณของเด…
ปั่นเถอะดี๊ดี รักไม่จาง ณ บางกะเจ้า
ปั่นเถอะดี๊ดี รักไม่จาง ณ บางกะเจ้า
#บางกะเจ้า คือพื้นที่สีเขียวชอุ่มกว่า 12,000 ไร่ ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ที่หลาย ๆ คน รู้จักในชื่อ “เกาะกระเพาะหมู” ห…

รู้ลึก...เรื่องท่องเที่ยวก่อนใคร

สมัครรับข้อมูล ฟรี!